


10 กุมภาพันธ์ 2568
โดย กสศ, RIPED และ OECD
ข้อค้นพบจากผลการทดสอบ PISA for Schools แนวทางยกระดับสมรรถนะผู้เรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ข้อค้นพบนี้บ่งบอกเป็นนัยว่า สมรรถนะสําคัญของนักเรียนได้รับการพัฒนาในช่วงประถมศึกษาหรือตั้งแต่ระดับปฐมวัยเป็นหลัก ซึ่งอาจหมาย รวมถึง สมรรถนะด้านวิชาการ (academic competency) ทักษะด้านบุคลิกภาพ (personality) และทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ดังนั้น แนวทางหรือนโยบายที่ ต้องการยกระดับสมรรถนะของนักเรียนเมื่ออายุ 15 ปี จําเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ ระดับประถมศึกษาหรือปฐมวัย ไม่ควรรอจนถึงระดับมัธยมศึกษา เพราะอาจ สายเกินไปที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6 พฤศจิกายน 2566
โดย The Potential
‘ทักษะที่ขาดหาย’ ความ(ไม่)พร้อมของเด็กปฐมวัย จากการสำรวจ School Readiness Survey: รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
“การสำรวจข้อมูลอาจไม่ทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่จะมีคำตอบต้องรู้สาเหตุ สิ่งแรกที่อยากฝากคือคำกล่าวของ Lord Kelvin ผู้พัฒนามาตรฐานการวัดอุณหภูมิสัมบูรณ์ หรือระบบเคลวิน (Kelvin) ที่ว่า ‘If you cannot measure it, you cannot improve it.’ ถ้าเราวัดไม่ได้ ลืมมันได้เลยว่าเราจะแก้ได้ และนั่นคือ check point ที่ทีมวิจัยพยายามทำ เพราะเทอร์โมมิเตอร์ไม่ใช่ยา แก้ปัญหาให้คนเป็นไข้ไม่ได้ แต่เราใช้เทอร์โมมิเตอร์ตลอดเวลาเพื่อบอกว่าเรามีปัญหาไหม เช่นเดียวกับงานวิจัย เราไม่มีคำตอบจากการเก็บข้อมูล แต่ในทางกลับกันเราหวังว่าข้อมูลจะนำไปสู่ความเข้าใจในรากของปัญหาที่ชัดเจนขึ้น”
29 ตุลาคม 2566
โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม
ผลทดสอบกลุ่มตัวอย่างราว 10 เปอร์เซ็นต์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศชี้ว่า ประเทศไทยมีเด็กเล็กช่วงวัยก่อนประถมศึกษาจำนวนมากมีทักษะการเรียนรู้อยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง การต่อรูปภาพในใจ และความจำใช้งาน อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อื่นๆ
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงแง่มุมหนึ่งจากผลลัพธ์ของงานวิจัยสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการประเมินปัญหา และเป็นข้อมูลตั้งต้นของการหาแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยไทยในภาพรวม
This paper evaluates the impact of a weekly parenting home-visiting program based on the Reach Up curriculum and a cash transfer, using a randomized controlled trial in Thailand. The targeted children were preschoolers, with an average age of 36 months at the start of the parenting program. The intent-to-treat effect of the 10-month parenting program is positive and significant, with an effect size of approximately 0.13–0.16 SD, whereas the cash transfer is positive but insignificant. Treatment-on-the-treated effects reveal that each home visit improves child outcomes by 0.004 SD. The parenting program is more beneficial for younger and disadvantaged children, as measured by having special needs, less educated parents, lower household wealth, and fewer books at home, whereas the cash transfer is more effective for younger children, children with special needs, and boys.
This study investigates the role of parenting styles in child development in Rural Thailand using early childhood panel data. Our results across various specifications indicate that an authoritarian parenting style was negatively and significantly associated with the child’s non-cognitive skills, whereas results for cognitive skills were generally insignificant. These results imply that parenting styles affect non-cognitive skills, but not cognitive skills, of children aged between five and eleven years. However, we found that the impact of authoritative parenting is less conclusive.
“การทํางานที่ตรงโจทย์ปัญหามากที่สุด คือ การลดจํานวนเด็กที่มีสมรรถนะพื้นฐาน ค่อนข้างต่่ำให้ได้มากที่สุด ด้วยการให้เวลา ให้โอกาส และเติมเต็มทรัพยากร เพื่อเด็กกลุ่มนี้ จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์เด็กสมรรถนะสูงไปในตัว”