News & Events
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย
“Learning takes time”
จากงานวิจัยที่เปรียบเทียบคะแนน PISA ตอนอายุ 15 ปี กับคะแนน O-NET ตอน ป.6 พบว่า ความเหลื่อมล้ำและปัญหาทักษะการอ่านนั้น “เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนมัธยมแล้ว” การจัดติวสอบให้เด็กตอน ม.3 จึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะการพัฒนาการศึกษาคือ “การวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร” ข้อสอบ PISA วัดความสามารถในการวิเคราะห์เนื้อหาที่ “ยาว ซับซ้อน และเป็นนามธรรม” ซึ่งเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย
Engage vs Active
“การเรียนรู้ที่ดีไม่ใช่แค่เด็กต้องขยับร่างกาย (Active) แต่คือการที่สมองเกิดความจดจ่อ (Engage) แม้จะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ถ้าแววตาจดจ่อ นั่นแหละคือสมองกำลังทำงาน”
ผลการประเมินระดับสติปัญญา (Intelligence Quotient หรือ IQ) ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย Thailand Childhood Longitudinal Survey’ ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีข้อค้นพบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่าง ช่วงอายุ 7-13 ปี ไอคิว (IQ) ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น
“จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ”
รศ.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจให้ตรงกันในหลักการก่อน
“จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ”
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พูดถึงกรณีที่ผลการประเมินระดับสติปัญญา (Intelligence Quotient, IQ) พบว่าเด็กกลุ่มตัวอย่างในช่วงอายุ 7-13 ปี มี IQ ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น
“นักวิจัย” ชี้ ต้องสร้างแรงจูงใจ “ครู” ออกแบบระบบให้เติบโตในสายงาน สร้างห้องเรียนให้เด็ก ได้ทดลองใช้ความคิดสร้างสรรค์
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย ม.หอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงระบบการศึกษาไทย ในภาวะที่ประชากรมีการเกิดต่ำต่อเนื่องหลายปี ซึ่งมีผลวิจัยพบว่า เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งมีไอคิวต่ำ เมื่อเทียบกับเด็กในยุโรป แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาส ที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาในเชิงโครงสร้าง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
ทุกๆ 3 ปี ประเทศไทยจะเข้าร่วมการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า PISA และเมื่อประกาศผลการทดสอบออกมาแทบทุกครั้งจะพบว่า เด็กไทยมีสมรรถนะค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับระดับนานาชาติ คำถามที่ตามมา คือ ทำไมต้องสนใจผลการทดสอบ PISA ด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการเข้าเรียนโรงเรียนดังๆ หรือเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสักหน่อย
คำตอบ คือ การทดสอบนี้เป็นหนึ่งในการทดสอบหลายๆ อัน ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเยาวชนของชาติที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการศึกษา (ไม่ใช่ผลการทดสอบโดยตรง) นอกจากนี้
“การทํางานที่ตรงโจทย์ปัญหามากที่สุด คือ การลดจํานวนเด็กที่มีสมรรถนะพื้นฐาน ค่อนข้างต่่ำให้ได้มากที่สุด ด้วยการให้เวลา ให้โอกาส และเติมเต็มทรัพยากร เพื่อเด็กกลุ่มนี้ จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์เด็กสมรรถนะสูงไปในตัว”
ข้อค้นพบนี้บ่งบอกเป็นนัยว่า สมรรถนะสําคัญของนักเรียนได้รับการพัฒนาในช่วงประถมศึกษาหรือตั้งแต่ระดับปฐมวัยเป็นหลัก ซึ่งอาจหมาย รวมถึง สมรรถนะด้านวิชาการ (academic competency) ทักษะด้านบุคลิกภาพ (personality) และทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ดังนั้น แนวทางหรือนโยบายที่ ต้องการยกระดับสมรรถนะของนักเรียนเมื่ออายุ 15 ปี จําเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ ระดับประถมศึกษาหรือปฐมวัย ไม่ควรรอจนถึงระดับมัธยมศึกษา เพราะอาจ สายเกินไปที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลทดสอบกลุ่มตัวอย่างราว 10 เปอร์เซ็นต์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศชี้ว่า ประเทศไทยมีเด็กเล็กช่วงวัยก่อนประถมศึกษาจำนวนมากมีทักษะการเรียนรู้อยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง การต่อรูปภาพในใจ และความจำใช้งาน อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อื่นๆ
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงแง่มุมหนึ่งจากผลลัพธ์ของงานวิจัยสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการประเมินปัญหา และเป็นข้อมูลตั้งต้นของการหาแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยไทยในภาพรวม